Author: Thanyalaksaporn Tieoyong
อุตสาหกรรมเลี้ยงสุกรต้องล่มสลาย หากฝืนนำเข้าชิ้นส่วนสุกรสหรัฐ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติถึงการเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนจากสหรัฐอเมริกาซึ่งจะทำให้ราคาสุกรในประเทศตกต่ำ และได้หารือในประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์มีแนวโน้มว่าจะผ่อนปรนและมีกระแสว่าจะยินยอมให้มีการนำเข้า ต้องยอมรับว่ามีความพยายามผลักดันจากฝั่งสหรัฐในการที่จะให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าซึ่งประเทศฝั่งตะวันตกนั้นนิยมบริโภคสุกรบางชิ้นส่วน ส่วนที่เหลือ เช่น หัว ขา เครื่องใน จะไม่บริโภคจึงทำให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นเหลือเป็นจำนวนมากจึงพยายามผลักดันส่วนที่ไม่บริโภคมาถึงประเทศฝั่งเอเชีย ทราบกันดีว่ารัฐบาลได้รับกระแสกดดันจากสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของสภาเกษตรกรฯมีจุดยืนชัดเจนว่าต้องปกป้องอาชีพของเกษตรกรโดยเฉพาะฟาร์มสุกรในประเทศส่วนใหญ่เป็นฟาร์มรายย่อย กลางเยอะ รายใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึงครึ่ง เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในประเทศตามข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมปศุสัตว์ ระบุตัวเลขเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จำนวน 191,289 ครัวเรือน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศหลายแสนล้านบาท โดยเฉพาะเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพื้นที่ หากยินยอมให้มีการนำเข้ามาจะทำให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรทั้งหมดล่มสลายทันทีด้วยไม่สามารถจะสู้ราคาได้เลยเนื่องจากชิ้นส่วนสุกรที่สหรัฐไม่บริโภคนั้นจะขายในราคาขายทิ้ง ยกตัวอย่างประเทศเวียดนามได้เปิดโอกาสนำเข้าเมื่อหลายปีก่อนจนบัดนี้เป็นปัญหาใหญ่ของฟาร์มเลี้ยงสุกรซึ่งราคาตกลงมาเหลือครึ่งหนึ่ง ฟาร์มเกษตรกรรายย่อย รายกลาง รายใหญ่เสียหายทั้งหมดเป็นปัญหาแก้ไม่ตก ประเทศไทยควรจะต้องดูแล ปกป้องพิทักษ์เกษตรกรให้มีฐานะที่พออยู่ได้ เป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรีพึ่งตนเองได้เพื่อรัฐจะได้ไม่ต้องคอยอุ้มชู ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯในฐานะตัวแทนเกษตรกรได้ทำหนังสือนำเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าห่วงใยในประเด็นนี้ หากมีการพิจารณาอนุญาตนำเข้าชิ้นส่วนสุกรจะต้องมีผลกระทบกับผู้เลี้ยงสุกรหลายแสนคนและผลผลิตทางการเกษตรอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน อันจะส่งผลถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 29 กันยายน 2560 สภาเกษตรกรฯจะเข้าร่วมประชุมกับทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นและทิศทางการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวโดยจะนำข้อสรุปเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป …………………………………………………………………….. ข่าว : วัฒนรินทร์ สุขีวัย อำนวยการข่าว : ภาสันต์ นุพาสันต์
สภาเกษตรกรแห่งชาติ MOU ร่วมสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค นำการเกษตรสู่รั้วอาชีวะ
ในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 (18 ก.ย.60) ณ ห้องประชุมพึ่งบุญ อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นพยานในการลงนามความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติและสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ลงนามกับ ผู้แทนสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร นายพรณรงค์ วรศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายประจักษ์ ทาสี ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ นายคัมภีร์ สายะสนธิ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง นายวิศวะ คงแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ภายหลังการลงนาม นายประพัฒน์ได้กล่าวว่า จากสภาพการณ์ของประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือการมีประชากรสูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนตั้งแต่ปี 2579 ประชากรไทยจะมีน้อยกว่าปัจจุบันและจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 30% เป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด ซึ่งจะเกิดการสร้างภาระพึ่งพิงต่อวัยแรงงานและภาครัฐ ที่ต้องจัดสวัสดิการให้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในภาคการเกษตรจากผลการศึกษาของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เรื่อง “ปัญหาและความต้องการของเกษตรกร “ […]
มติเห็นด้วยดันกฎหมายดูแลโคเนื้อเป็น พระราชบัญญัติ
นายวิทยา ประจันตะเสน ที่ปรึกษาคณะกรรมการด้านปศุสัตว์ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า จากที่สภาเกษตรกรแห่งชาติมีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการโคเนื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ….. แล้วมอบให้คณะกรรมการด้านปศุสัตว์นำไปจัดเวทีรับฟังความเห็นนั้น คณะกรรมการด้านปศุสัตว์จึงได้จัดโครงการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น และเพื่อชี้แจง สร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ “ ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการโคเนื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ…. ” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560 ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น โดยการจัดประชุมสัมมนาดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมงานหลายกลุ่มอาชีพ รวมทั้งจากสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย องค์กรส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ความคิดเห็นจะมี 2 ลักษณะ คือ ความจำเป็นที่จะร่างกฎหมายเป็นระดับพระราชบัญญัติ กับถ้าต้องการให้ออกเป็นกฏหมายได้เร็วควรเป็นพระราชกฤษฎีกาได้หรือไม่ ซึ่งหากมองว่าจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กรขึ้นมาดูแลโคเนื้อและทำลักษณะโคนมออกมาเป็นพระราชกฤษฎีกาความเป็นไปได้จะง่ายกว่า ในส่วนของเนื้อหาสาระมีการแสดงความคิดเห็นในมุมกว้างๆ อาทิเช่น ขอบเขตของกฏหมายที่อยากให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ คือการเลี้ยง ขยายพันธุ์ ดูแลพันธุ์ รวบรวมพันธุ์ การตลาด การแปรรูป ด้านการนำเข้าโคเพื่อการบริโภคจากต่างประเทศควรเป็นระดับตลาดทั่วไป กับให้รวมถึงโคนม แพะ แกะ และกระบือ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรครอบคลุมถึงการปศุสัตว์ การพัฒนาโคเนื้อให้สมบูรณ์ควรมีเครื่องมือในการพัฒนา เช่น คณะกรรมการวางยุทธศาสตร์ หรือหน่วยงานที่ดูแล […]





