
นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ มอบหมายให้นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภูผา บัวบุญ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และวิชาการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เข้าร่วมสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษา เรื่อง “การปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลก : อุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรไทย และอุตสาหกรรมมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์” ที่จัดโดย สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ณ ห้องประชุม Citrine 2 โรงแรม แกรนด์ ริชมอนด์ฯ จังหวัดนนทบุรี

การสัมมนาครั้งนี้ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมรายงานการศึกษาโครงการและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการส่งออกสินค้าเครื่องเทศสมุนไพร และในโอกาสนี้ นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องเทศและสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากทั้งภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และสภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะภาคเกษตรกรรม ที่ได้มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลากหลายมิติของการพัฒนาด้านต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรไทย
ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย
– นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ
– นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ
– ภญ.ดวงกมล ภักดีสัตยพงศ์ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
– คุณนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
– คุณเมธา สิมะวรา กรรมการที่ปรึกษากลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
– คุณชาญชัย ธรรมร่มดี กรรมการ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
ดำเนินรายการโดย – คุณภิชารีย์ กรุณายาวงศ์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)



ด้าน นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในฐานะตัวแทนเสียงของเกษตรกรได้ร่วมสะท้อนมุมมองจากภาคเกษตรกรรม ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยในหลายประเด็นบนวงเวทีเสวนายังเป็นเรื่องของข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละภาคส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงลึก ทั้งในขั้นตอนการศึกษา วิจัย พัฒนา การสกัด หรือวัตถุดิบหลักที่นำมาซึ่งต้นทุนของการผลิต และความสอดคล้องกับต้นทุนในการผลิต จนไปถึงการจดสิทธิบัตร ที่ยากและใช้ระยะเวลานานเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรไทย

นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า “เรามีระเบียบ แต่ยังขาดระบบในการเชื่อมโยงบูรณาการความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลและร่วมแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อน สภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมร่วมกับทุกฝ่ายในการประสานความร่วมมือ เพื่อเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และทั้ง Value Chain ของผลิตภันฑ์เครื่องเทศและสมุนไพร จากการรวบรวมข้อมูลภาพรวมองค์กรเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนที่ประกอบอาชีพด้านสมุนไพร ซึ่งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติแล้ว พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีเครือข่ายผู้ผลิตและแปรรูปสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 371 กลุ่ม มีสมาชิกรวม 10,717 คน ครอบคลุมพื้นที่ 71 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าสมุนไพรไม่ได้เป็นเพียงภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือพืชทางเลือกเท่านั้น แต่เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีฐานการผลิตและเครือข่ายเกษตรกรกระจายอยู่ในเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ และเมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนกลุ่มมากที่สุด 144 กลุ่ม ครอบคลุม 18 จังหวัด รองลงมาคือภาคกลาง 90 กลุ่ม ครอบคลุม 25 จังหวัด ภาคใต้ 74 กลุ่ม ครอบคลุม 12 จังหวัด และภาคเหนือ 63 กลุ่ม ครอบคลุม 16 จังหวัด แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพื้นที่ผลิต วัตถุดิบ ภูมิปัญญา และศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ถือเป็นข้อมูลฐานสำคัญในการร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานการผลิต การส่งเสริมการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงตลาด ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ที่ผ่านมาสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประสานงานกับเครือข่ายเกษตรกรเป็นกลไกประสานเชื่อมโยง และพร้อมที่จะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคการตลาด เพื่อให้เกษตรกรในประเทศไทยสามารถพัฒนาผลผลิตประเภทเครื่องเทศและสมุนไพรไทย ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเกษตรกรสามารถเติบโตบนพื้นฐานของทรัพยากรและภูมิปัญญาในชุมชน”










