หรือ ? WMP (นมผงเต็มมันเนย) จะเป็นตัวการหลัก ที่กระทบน้ำนมดิบไทย

ท่านเคยตั้งคำถามไหมว่า ในเมื่อคนไทยไม่ได้ดื่มนมน้อยลง แต่ทำไม “น้ำนมดิบ” ถึงล้นตลาด จนเกษตรกรต้องเททิ้ง ?

เปิดเบื้องลึกถึงวิกฤตโคนมไทย แม้ว่าคนไทยยังบริโภคนมอย่างต่อเนื่อง แต่ทำไมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยกว่า 15,000 ครัวเรือน ที่ผลิตน้ำนมดิบป้อนเข้าสู่ระบบวันละ 2,200 – 3,000 ตัน กลับกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำนมล้นตลาดจนถึงขั้นต้องเททิ้งเป็นรายวัน ?

จากสิ่งที่เราค้นพบและตั้งข้อสังเกต ชี้ชัดว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากผู้บริโภคที่ดื่มนมลดน้อยลง ทว่าเกิดจาก “โครงสร้างการนำเข้า” และ “ความล้มเหลวผ่านกลไกของรัฐ” ที่ซ้อนทับกันจนกำลังเปลี่ยนสมดุลของอุตสาหกรรมไปตลอดกาล ช่องโหว่ “นมผง” ที่กฎหมายไทยตามไม่ทัน หัวใจของเรื่องนี้เริ่มต้นที่ความแตกต่างของวัตถุดิบนมผง 2 ชนิด คือ “นมผงขาดมันเนย (SMP)” และ “นมผงเต็มมันเนย (WMP)”

ในอดีตรัฐบาลออกแบบระบบควบคุมการนำเข้าเพื่อปกป้องเกษตรกร โดยมุ่งเป้าไปที่ SMP ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในยุคนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้า SMP จะต้องทำสัญญาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยพ่วงไปด้วย เพื่อรักษาสมดุลตลาด

แต่เมื่อเทคโนโลยีการทำแห้งแบบพ่นฝอยก้าวหน้าขึ้น นมผงเต็มมันเนย หรือ WMP ที่เคยมีปัญหาเรื่องการเก็บรักษา ได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศที่เก็บได้นานนับปี ละลายน้ำได้ทันที และนำมาผลิตเป็น “นมคืนรูป” ทดแทนน้ำนมดิบธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปัญหาคือ ระบบการกำกับดูแลของไทยในเรื่องนี้กลับไม่ได้อัปเดตตามเทคโนโลยี นมผงแบบ WMP จึงไม่อยู่ภายใต้กลไกการควบคุมโควตาภาษี และไม่มีข้อผูกมัดให้ต้องทำ MOU รับซื้อนมในประเทศแบบเดียวกับ SMP ช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเลือกนำเข้า WMP มาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนได้อย่างเสรี ส่วนต่างต้นทุน และดีเดย์ “การค้าเสรี” ในโลกธุรกิจ เมื่อมีทางเลือกที่ถูกกว่าและไม่มีเงื่อนไขผูกมัด ผู้ประกอบการย่อมมีแรงจูงใจในการลดต้นทุน ข้อมูลระบุว่าต้นทุนนมผงนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ เมื่อแปลงสภาพเป็นนมคืนรูป จะตกอยู่เพียง 11 – 12 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าราคารับซื้อน้ำนมดิบในประเทศที่สูงถึง 21 – 22.75 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าเท่าตัว

สถานการณ์ยิ่งทะลุจุดเดือด เมื่อถึงดีเดย์ วันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งประเทศไทยต้องเปิดเสรีทางการค้า หรือ FTA อย่างเต็มรูปแบบ การลดภาษีนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เหลือ 0 % ทำให้กำแพงภาษีสุดท้ายที่เคยปกป้องเกษตรกรพังทลายลง เมื่อไม่มีเหตุผลทางภาษีให้ต้องนำมาลดหย่อน ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายแห่งจึงเลือกที่จะ “ยกเลิกสัญญารับซื้อน้ำนมดิบ” จากเกษตรกรอย่างกะทันหัน

คำถามที่เราต้องคิดต่อก็คือ เราจะรื้อโครงสร้างและอุดช่องโหว่กติกาเดิมที่ล้าหลังให้ทันกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมได้อย่างไร ?

แล้วทั้งหมดนี้คือปัญหาเชิงโครงสร้างจากกลไกการทำงานของผู้เกี่ยวข้องใช่หรือไม่ ?

เพราะหากปล่อยให้ปัญหานี้ไหลไปตามยถากรรม สิ่งที่เราจะสูญเสียอาจไม่ใช่แค่น้ำนมที่ถูกเททิ้งลงดิน แต่คือการล่มสลายของอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว