สภาเกษตรกรแห่งชาติ เดินหน้าขับเคลื่อนวาระเกษตรสำคัญ เร่งแก้ “น้ำ–นม–ข้าว–อ้อย–ปาล์ม” พร้อมผลักดันข้อเสนอจากพื้นที่สู่ระดับนโยบาย

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2569 ระหว่างวันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2569 เวลา ณ ห้องประชุมภูมินทรา สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด 77 จังหวัด ผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมการติดตามปัญหาเร่งด่วนของเกษตรกร การขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายจากพื้นที่ ตลอดจนการพัฒนาเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของไทยให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในอนาคต

สำหรับประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภาคการเกษตรโดยเฉพาะการติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2569 ใน 5 จังหวัดนำร่อง ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติได้สอบถามและติดตามต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้มาตรการบริหารจัดการผลผลิตสามารถตอบโจทย์สถานการณ์ในพื้นที่และช่วยลดผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรต้องเผชิญ โดยเรือโท วีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า และคณะ ให้ข้อมูลกับสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ

นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การติดตามความคืบหน้าการเร่งรัดชำระค่าน้ำนมดิบขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและการดำรงอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมถึงการติดตามความคืบหน้า “พระราชบัญญัติข้าวและชาวนาไทย พ.ศ. …” เพื่อผลักดันกลไกเชิงกฎหมายในการดูแลและคุ้มครองชาวนาไทยอย่างเป็นระบบที่ประชุมยังรับทราบและติดตามความก้าวหน้าของ “ร่างพระราชบัญญัติทุเรียน พ.ศ. …” ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการวางระบบการผลิต การรักษาคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมทุเรียนไทย ขณะเดียวกันยังมีการขับเคลื่อนการแต่งตั้งคณะทำงานด้านปาล์มน้ำมัน เพื่อพัฒนา แก้ไขปัญหา และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรมีการรายงานผลการดำเนินงานของ “ศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือเกษตรกร” ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรับเรื่องปัญหา ให้คำปรึกษา ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ณ ปัจจุบันมีการรายงานเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน 3,600 เรื่อง ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจากเกษตรกรผู้ร้องเรียน ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง ประสานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสิทธิและได้รับความเป็นธรรม
ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบาย “การแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำระดับชุมชน ผ่านการจัดการทรัพยากรน้ำแบบมีส่วนร่วม และการสร้างกลไกการเข้าถึงงบประมาณเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำของชุมชนอย่างยั่งยืน” ควบคู่กับข้อเสนอจากพื้นที่หลายภูมิภาค
หนึ่งในวาระที่เสนอใหม่ คือ แนวทางการบริหารจัดการและกระจายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันตกตอนล่าง 4 จังหวัด ที่เชื่อมโยงกับโครงการสร้างเขื่อนแควน้อยบ้านแก่งระเบิด–บ้านแก่งจอ ซึ่งเสนอโดยสภาเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อผลักดันการจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเกษตรและบริบทของพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบาย “แนวทางการพัฒนาน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2” ซึ่งสะท้อนบทบาทของสภาเกษตรกรจังหวัดในการรวบรวมปัญหาและความต้องการจากเกษตรกรในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี ก่อนยกระดับเป็นข้อเสนอเพื่อเชื่อมโยงสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ
ด้านการแก้ไขปัญหาพืชเศรษฐกิจ ที่ประชุมมีวาระข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในจังหวัดตาก ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 สะท้อนปัญหาความครอบคลุมของมาตรการและผลักดันให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอจากกลุ่มสภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ชายแดนใต้ เรื่อง การพัฒนาแพะฮาลาลในพื้นที่ชายแดนใต้ ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มุ่งยกระดับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงการผลิต มาตรฐาน การแปรรูป และตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่
ในมิติของเทคโนโลยีและการยกระดับภาคเกษตรกรรม สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติยังเดินหน้าบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการปฏิรูปเกษตรกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เพื่อสนับสนุนการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ในการวางแผนและพัฒนาภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีวาระด้านการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ได้แก่ แผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ “โครงการพัฒนาเกษตรสู่การเป็นผู้ประกอบการ SME เกษตรมืออาชีพ” รวมถึงโครงการ “ยกระดับเกษตรไทย สร้างมูลค่าสู่ตลาดโลก Agri Next Thailand 2026 : From Local Value to Global Market” ซึ่งมุ่งต่อยอดศักยภาพสินค้าเกษตรไทยจากฐานการผลิตในท้องถิ่น สู่การสร้างมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดในระดับที่สูงขึ้น

ด้าน นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า “การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2569 ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสะท้อนเสียงและปัญหาที่แท้จริงจากพี่น้องเกษตรกรในระดับพื้นที่ขึ้นสู่ระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ นม ข้าว อ้อย หรือปาล์ม ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเกษตรกร และการนำเทคโนโลยีเข้ามา เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็ง และยกระดับเกษตรกรไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมที่จะดำเนินการและประสานกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนและผลักดันข้อเสนอเหล่านี้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างแท้จริง เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งในระดับสากลต่อไป”