คณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด วงเงิน 7,200 ล้านบาท สะท้อนผลสำเร็จการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี

                   เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปี (พ.ศ. 2570–2576) โดยโครงการมีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
                   ทั้งนี้ที่ผ่านมา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นการเร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาเกษตรกรแห่งชาติ เนื่องจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่มีกรอบเวลาต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ เห็นชอบให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเร่งผลักดัน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การประสานคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ การเปิดเวทีหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2553 และการรวบรวมข้อมูลประกอบการเสนอคณะรัฐมนตรี
                  โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรอบวงเงินงบประมาณ 7,200 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นับเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่สภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาว
                   สภาเกษตรกรแห่งชาติขอขอบพระคุณ คณะรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ตลอดจนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอเชิงนโยบายของเกษตรกร และร่วมกันผลักดันจนโครงการได้รับการอนุมัติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาวต่อไป และสภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงความคิดเห็นของเกษตรกรและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกฎหมาย มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศต่อไป
                  คณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด วงเงิน 7,200 ล้านบาท สะท้อนผลสำเร็จการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปี (พ.ศ. 2570–2576) โดยโครงการมีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
                  ทั้งนี้ที่ผ่านมา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นการเร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาเกษตรกรแห่งชาติ เนื่องจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่มีกรอบเวลาต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ เห็นชอบให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเร่งผลักดัน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การประสานคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ การเปิดเวทีหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2553 และการรวบรวมข้อมูลประกอบการเสนอคณะรัฐมนตรี
โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรอบวงเงินงบประมาณ 7,200 ล้านบาท ตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นับเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่สภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาว
                 สภาเกษตรกรแห่งชาติขอขอบพระคุณ คณะรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ตลอดจนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอเชิงนโยบายของเกษตรกร และร่วมกันผลักดันจนโครงการได้รับการอนุมัติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออกในระยะยาวต่อไป และสภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงความคิดเห็นของเกษตรกรและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกฎหมาย มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศต่อไป