สภาเกษตรกรฯเสนอ 3 ประเด็นต่อ “ร่าง พรบ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ…..”

      ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ได้เข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็น “ร่าง พรบ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ…..” ณ โรงแรมเดอะเบอร์เคลี่ย์โฮต็ล ประตูน้ำ ซึ่งคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการฯพิจารณาเห็นว่ากฎหมายขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบันพบว่าประชาชนโดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาขายฝากและเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียที่ดินทำกินอันเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ คณะกรรมการฯจึงได้มีมติเห็นชอบให้จัดทำ “ร่าง พรบ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ…..” โดยมีเจตนารมณ์ในการกำหนดมาตรการและกลไกพิเศษเพื่อคุ้มครองประชาชนจากสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยที่ไม่เป็นธรรม ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติเห็นว่าสาระของร่างกฎหมายน้ำหนักจะไปอยู่ที่“ผู้ซื้อฝาก”จึงได้เสนอความเห็นใน 3 ประเด็น คือ การกำหนดระยะเวลาในการขายฝาก ควรมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี , ห้ามขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยที่อยู่ในที่ดินประกอบอาชีพเกษตรกรรม , ในกรณีที่หลุดสัญญาการขายฝากไปแล้วสามารถให้“ผู้ขายฝาก”มีสิทธิ์ซื้อคืนได้ และควรกำหนดระยะซื้อคืนภายใน 1-3 ปี ในราคาเดิมบวกดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด โดยประเด็นดังกล่าวสภาเกษตรกรฯได้เคยเสนอไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้ว หลังจากนั้นมาก็ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้หลายครั้งและเชิญทางสภาเกษตรกรฯไปชี้แจงล่าสุดคือครั้งนี้ หากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีน้ำหนักการคุ้มครองไปทาง“ผู้ซื้อฝาก”มากกว่าหรือขั้นตอนการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐยุ่งยากและเอื้อต่อ“ผู้ซื้อฝาก”เมื่อเกษตรกรมีความจำเป็นก็จะทำให้เกิดกรณีการหลีกเลี่ยงสัญญาซื้อขายฝากเป็นการซื้อขายสิทธิ์เด็ดขาดแทน ปัญหาจะเกิดตามมาคือหนี้นอกระบบที่มีการทวงหนี้รูปแบบต่างๆ การสูญเสียที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยเกษตรกรก็จะเกิดความเดือดร้อนแน่นอน โดยจะมีการยกร่าง ปรับปรุง/แก้ไขและรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ………………………………………………………………. ข่าว : วัฒนรินทร์ สุขีวัย […]

สภาเกษตรกรฯเดินหน้าปั้นเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ หลังพบเกษตรกรรากหญ้าส่วนใหญ่ไม่รู้จักการแปรรูปผลผลิตการเกษตร

                นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังลงพื้นที่เพื่อติดตามงานภายใต้“โครงการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2561 ณ ห้องประชุมวังสามหมอ อ.วังสามหมอ /ศาลาวัดมหาธาตุเทพจินดา อ.กุมภวาปี และห้องประชุมเทศบาลตำบลหัวนาคำ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ว่า จ.อุดรธานีเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าว ขายเป็นวัตถุดิบเรื่องราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่แน่นอน ไม่นิ่ง เรื่องการแปรรูปเป็นเรื่องใหม่มาก การจัดอบรมบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการภายใต้ “โครงการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โครงการดังกล่าวเป็นการร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหวังยกระดับกลุ่มเกษตรกร , เกษตรกรให้สามารถแปรรูปผลผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการปรับเปลี่ยนจากการขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบที่ได้ราคาต่ำเป็นการทำเกษตรอุตสาหกรรมที่มีการเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การแปรรูปจนถึงการตลาดอย่างครบวงจร ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเกษตรแปรรูปเพื่อให้มีความพร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่มีความรู้ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณภาพ เข้มแข็ง มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี   โดยในระหว่างการอบรมได้สอบถามเกษตรกรพบว่าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าผลผลิตของตนเองสามารถแปรรูปได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งปฏิรูปเพื่อให้เกษตรกรไทยหลุดพ้นจากกับดักด้านราคาที่มีความเหลื่อมล้ำอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯมีเป้าหมายการอบรมบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการให้กับตัวแทนองค์กรเกษตรกร จำนวน 600 […]

ผู้แทนสหกรณ์โคนมร้องสภาเกษตรกรแห่งชาติ หากคงเกณฑ์ภาษีตามเดิมเกษตรกรไปไม่รอด

ในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2561 ผู้แทนสหกรณ์โคนมทั่วประเทศขอเข้าพบนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากกรณีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้เงินได้เกษตรกรหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 60 ซึ่งประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ให้ผู้แทนสหกรณ์โคนมจากอำเภอไชยปราการ อำเภอแม่วาง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ,  สหกรณ์โคนมจากอำเภอสีคิ้ว อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา , สหกรณ์โคนมจากลำพญากลาง จังหวัดสระบุรี  ,  จังหวัดลพบุรี ,จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสนอเรื่องนี้เข้าพิจารณาในการประชุม โดยนายสมพงษ์ ภูพานเพชร ตัวแทนสหกรณ์โคนม เข้าชี้แจงว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเดือดร้อนมากจากเรื่องภาษีที่กรมสรรพากรกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 ในส่วน 40 นำไปคำนวณภาษี พอเงินค่าน้ำนมออกเกษตรกรถูกหักค่าอาหารรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆบางคนไม่เหลือเงินเลยจึงต้องติดหนี้ภาษีที่ถูกจัดเก็บ ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงมากกว่าที่กรมสรรพากรกำหนด โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเคยสำรวจข้อมูลที่พบว่านมผง 1 กิโลกรัม ต้นทุนประมาณ 15 บาท ในขณะที่ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 18 บาท  คิดเป็นร้อยละ 83 มากกว่าที่กรมสรรพากรกำหนด เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต้องมีต้นทุนโรงเรือน […]

สภาเกษตรกรแห่งชาติดัน “ไผ่” อยู่ร่วมป่ากับชุมชน

จากการที่รัฐบาลได้เดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกรในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เสนอแนวทางให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าโดยใช้ “ไผ่” เป็นพืชสร้างป่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยเสนอให้พื้นที่บ้านไผ่แพะ ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เป็นกรณีตัวอย่างต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง      นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ด้วยข้อมูลส่วนหนึ่งจากนายสมบัติ อ่อนหวาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านไผ่แพะ ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ระบุว่าพื้นที่หมู่ 5 เมืองมาย ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม ส่วนใหญ่ติดกับเขตอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนของกรมป่าไม้ เดิมเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวไร่สลับถั่วลิสงและข้าวโพดเป็นหลัก ที่ดินทำกินและอยู่อาศัยไม่มีเอกสารสิทธิ์เมื่อภาครัฐเข้าขอคืนพื้นที่ป่าจึงเกิดความเดือดร้อน จึงนำเรื่องนี้หารือร่วมกันกับพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโอกาสตรวจติดตามการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าของจังหวัดลำปาง ณ หมู่บ้านไผ่แพะ ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม  พื้นที่ อ.แจ้ห่มส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเขา ชาวบ้านส่วนมากยังชีพด้วยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ที่ผ่านมาได้มีการบุกรุกพื้นที่ป่านำมาเป็นพื้นที่ทำกิน ท่านเข้าใจปัญหาและเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยร่วมกับคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติว่าน่าจะมีมาตรการในการผ่อนปรน แล้วก็มีมาตรการรองรับในเรื่องของเกษตรกรที่ยังชีพทำมาหากินอยู่ในพื้นที่ของรัฐทั้งหลาย  สภาเกษตรแห่งชาติได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการที่จะดูแลรักษาพื้นที่ป่า ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับฟื้นคืนสภาพมีความอุดมสมบูรณ์และให้เกษตรกรชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการมีป่า โดยสภาเกษตรกรฯได้เสนอแนวทางนำ “ไผ่” มาปลูกทดแทนหรือร่วมในพื้นที่ทำการเกษตร เนื่องจาก “ไผ่” เป็นพืชโตเร็ว ใช้น้ำน้อย […]

สภาเกษตรกรฯรวม “ คน มัน โค ” มหาสารคาม สู่วิถีเกษตรยั่งยืน

         นายคงฤทธิ์ บัวบุญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า จ.มหาสารคาม มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญคือโคเนื้อ และโคนม สำหรับข้าว , อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีหน่วยงานดูแลอยู่แล้ว แต่มันสำปะหลังยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลทำให้สุดท้ายประโยชน์ตกเป็นของพ่อค้าลานมันและโรงแป้ง ด้วยเหตุนี้สภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามซึ่งมีการรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรอยู่ โดยมีกลุ่มองค์กรที่ผลิตมันสำปะหลัง 8 องค์กร จาก 3 อำเภอ ได้ปรึกษาศึกษาค้นคว้าหาทิศทางในการที่จะพัฒนามันสำปะหลังอยู่เป็นปีก็ได้ข้อสรุปว่าหากจะปลูกมันสำปะหลังแล้วขายหัวมันสดไม่มีทางจะแก้ปัญหาความยากจนได้ยังไงก็ขาดทุน ทั้งนี้ จังหวัดมหาสารคามมีสหกรณ์โคนม 2 แห่ง คือ สหกรณ์โคนมมหาสารคาม จำกัด และสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด ทั้ง 2 แห่งซื้อมันเส้นหรือมันสำปะหลังตากแห้งจากพื้นที่อื่นและต่างประเทศ จึงได้เชิญตัวแทนจากทั้ง 2 สหกรณ์ และเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังร่วมพูดคุยและตกลงกันว่าสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง จะซื้อผลผลิตมันเส้นตากแห้งจากกลุ่มเกษตรกรในจังหวัด ช่วงแรกเกษตรกรใช้วิธีขุดหัวมันมาสับแล้วตาก สหกรณ์โคนมทั้ง 2 แห่งเห็นว่าเป็นมันคุณภาพดีจึงตกลงซื้อ แต่เมื่อซื้อปริมาณมากๆเกรงว่ากลุ่มเกษตรกรจะทำในปริมาณที่สหกรณ์ต้องการไม่ได้ จึงมีเงื่อนไขว่าจะซื้อมันจากองค์กรเกษตรกร,กลุ่มเกษตรกรเท่านั้นไม่ซื้อจากเกษตรกรรายย่อยหรือรายบุคคลด้วยเกรงเรื่องการควบคุมมาตรฐานและปริมาณการผลิต ทั้ง 8 […]

“ประพัฒน์” ชี้กัญชารักษาโรคหากช้า “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้”

  จากข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติในการให้ภาครัฐนำกัญชามาศึกษาวิจัยเพื่อใช้สารสกัดรักษาโรค หวังลดค่าใช้จ่ายผู้ป่วยและสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจฐานราก โดยให้คัดเกษตรกรที่มีคุณภาพปลูกกัญชาในพื้นที่ควบคุม             นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบในหลักการให้แก้ไขกฎหมายเพื่ออนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทดลองวิจัยรักษาโรคในคนได้ ต้องขอบคุณรัฐบาลที่พยายามผลักดันเรื่องนี้  ทั้งนี้ การผลักดันปลดล็อคให้กัญชาเป็นพืชสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคนับจากวันแรกที่เข้าพบอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ใช้เวลา 2 เกือบ 3 ปี กว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณา ครม.ได้  และก็ต้องเชื่อว่าจากนี้ไปอีก 2-3 ปี ชาวบ้านถึงจะได้อานิสงส์ใช้กัญชารักษาโรคได้ นับเป็นการใช้เวลาเดินทางยาวนานมากน่าเสียดายที่ประเทศไทยเสียโอกาสไปมากขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องกัญชารักษาโรคหลายประเทศทั่วโลกได้แก้กฎหมายจนสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์ออกขายมาหลายปีแล้ว และมีเอกสารการวิจัยของสถาบันใหญ่ๆทั้งในอเมริกา แคนาดา อิสราเอล วิจัยจนได้รู้ถึงสูตรเคมี สรรพคุณ สารออกฤทธิ์ พร้อมยืนยันได้ว่าสามารถที่จะเยียวยาผู้ป่วยได้ถึง 100 กว่าโรค ก็น่าเสียดายหากประเทศไทยจะเริ่มต้นศึกษา หากนำเอกสารการวิจัยที่มีอยู่ทั้งโลกเพื่อที่จะเอามาดัดแปลงใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องเริ่มต้นวิจัยใหม่จะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผ่านมายังไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ไทยคนไหนวิจัยจริงจังเลยเพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมายมาตลอดหลายสิบปี น่าที่จะเอาความรู้จากทั่วโลกมาเริ่มต้นแล้วต่อยอด เพราะมีหลายผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายแล้วและทั้งหมดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยหากจะเดินวัดรอยเท้าก็ไม่ทันการณ์  เราควรต้องศึกษาแล้วดัดแปลงเพื่อป้องกันปัญหาจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีทางออกเพื่อให้ผู้ป่วยได้รักษาและสามารถผลิตยาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ถูกกฎหมายลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาฟ้องร้องทีหลัง ในขณะที่คณะทำงานของสภาเกษตรกรฯได้เดินทางเข้าพบกับตัวแทนรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเมื่อเร็วๆนี้ ทางรัฐบาลลาวยินดีและอนุญาตให้นำเครื่องสกัดน้ำมันเพื่อเริ่มใช้รักษาผู้ป่วย และจะมีการจัดแปลงปลูกกัญชาเพื่อนำใบ , ยอดมาตากแห้งแล้วสกัดเป็นยา พร้อมยืนยันภายใน 3 เดือนจะแก้กฎหมายให้เสร็จซึ่งรัฐบาลประเทศลาวเริ่มดำเนินการและจะประกาศให้เป็นศูนย์กลางรักษาโรคด้วยกัญชาของเอเชีย นับว่าเขาขยับเร็วและเปิดช่องทางเร็วมาก  […]

สภาเกษตรกรฯประสานรัฐบาลจีนส่งทายาทเกษตรกรศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจไผ่ นำร่อง 5 คน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจไผ่ของประเทศไทยว่า หลังจากที่ทางรัฐบาลจีนได้เชิญตัวแทนคณะจากสภาเกษตรกรฯไปศึกษาดูงานด้านไผ่เป็นเวลา 10 วัน ที่ประเทศจีนเมื่อวันที่ 16 – 26  มีนาคม 2561  ได้เห็นนวัตกรรม การแปรรูปหลากหลายรูปแบบมากจากเศรษฐกิจชุมชนจนถึงเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งประเทศจีนได้จัดตั้งสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ในการวิจัยพัฒนาต่อยอดและเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรในกรณีที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งของเกษตรกร ชุมชน หรือแม้กระทั่งของบริษัทขนาดใหญ่รัฐบาลจะส่งนักวิจัยเข้าไปร่วมในการพัฒนาด้วย  รัฐบาลจีนเองอยากจะเห็นความร่วมมือของเกษตรกรของไทยและจีน  จึงขอให้ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติจัดส่งเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรที่สนใจเรื่องไผ่ไปที่ประเทศจีนโดยทางสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติของจีนจะจัดคอร์สอบรมให้ ซึ่งบัดนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติโดยสภาเกษตรกรจังหวัดได้จัดส่งทายาทเกษตรกรนำร่องไปแล้ว 5 คน จากจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และบุรีรัมย์ ซึ่งจะใช้เวลาในการอบรม 2 เดือน พร้อมกับทายาทเกษตรกรประเทศอื่นๆเพื่อศึกษาตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การปลูก การบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเบื้องต้นจนกระทั่งการแปรรูประดับสูง เมื่อยุวเกษตรกรทั้ง 5 คนกลับมาต้องสรุปเป็นเอกสาร รูปเล่ม จัดทำโครงการที่จะลงไปพัฒนานำร่องในเชิงพื้นที่ของตัวเองและสามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้หรือว่าเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรให้รู้จักการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยไผ่ให้หลากหลายมากขึ้น และหากมีเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นสภาเกษตรกรฯจะประสานสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติของจีนเพื่อนำส่งเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรเพิ่มเติมเป็นรุ่นต่อๆไป โดยต้องขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุน หากเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรที่สนใจเรื่องไผ่ก็สามารถติดต่อประสานงานไปที่สภาเกษตรกรจังหวัดพื้นที่ของท่านหรือสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเทศไทยสภาเกษตรกรแห่งชาติได้มีการส่งเสริมการปลูกและแปรรูปไผ่ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะสภาเกษตรกรจังหวัดลำปางเตรียมปลูกไผ่เพิ่มอีกอย่างน้อย  20,000 ต้น และได้ขึ้นเตาเผาถ่านขนาดเล็ก 1 เตา ขนาด 8 คิว  ที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง […]

ประชุมนัดแรก “สมาคมสถาบันชาวนาไทย” ถกช่วยชาวนาพึ่งตนเองให้ครบวงจร

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในฐานะนายกสมาคมสถาบันชาวนาไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 หลังทำการจดทะเบียนจัดตั้ง“สมาคมสถาบันชาวนาไทย” เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ว่า ในอดีตที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่าองค์กรชาวนาเป็นองค์กรที่ขาดเอกภาพที่สุด นายกรัฐมนตรีได้เอ่ยปากเรื่องชาวนาควรรวมตัวกันให้เป็นเอกภาพ เพื่อการทำข้อเสนอถึงรัฐบาลจะได้มีน้ำหนักและมีพลัง สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นองค์กรหลักของเกษตรกรจึงทำหน้าที่รวมพลังชาวนา จนปัจจุบันได้มีการรวมตัวกันของชาวนาจดทะเบียนจัดตั้ง“สมาคมสถาบันชาวนาไทย” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสมาคมฯจะทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชื่อมกับส่วนงานต่างๆ  รวบรวมความคิดของชาวนาในทุกภูมิภาคเพื่อนำเสนอในเชิงนโยบายถึงรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาชาวนาให้เบ็ดเสร็จและยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนาอาชีพทั้งในด้านการเพิ่มคุณภาพผลผลิต  การลดต้นทุนด้วยวิธีผสมผสาน พัฒนาเป็นผู้ประกอบการ จัดช่องทางจำหน่าย ซึ่งมณฑลซานตงประเทศจีนได้สั่งออร์เดอร์แรกเป็นข้าวหอมมะลิเกรด A 100 ตัน  โดยได้รวบรวมจากชาวนาที่พร้อม เป็นข้าวคุณภาพดีได้ GAP เป็นการนำร่องก่อน  หลังจากนี้สมาคมฯจะผลักดันจัดส่งข้าวของชาวนาไปถึงมือผู้บริโภคที่ประเทศจีนด้วยจำนวนให้มากขึ้น  ทั้งนี้ สมาคมสถาบันชาวนาไทย ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภทคือ 1 สมาชิกประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ 2 สมาชิกประเภทเป็นองค์กร 3 สมาชิกประเภทชาวนาทั่วไป “ อยากเห็นชาวนาไทยลุกขึ้นมาปฏิรูปตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง เพื่อที่จะวางแนวทางการผลิตใหม่ ให้เป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง ให้เป็นข้าวที่ปลอดภัย ให้เป็นข้าวที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำลง เช่น การจัดทำศูนย์เครื่องจักรกลเกษตรในชุมชนตัวเอง […]

สภาเกษตรกรแห่งชาติเผยกระทรวงการคลังตอบข้อเสนอเรื่องการกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายจากเงินได้พึงประเมิน ปี 2560

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอขอให้พิจารณาปรับปรุงการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินของภาคเกษตรกรรม ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน(ฉบับที่ 629)  พ.ศ.2560  จากกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 60 เป็นกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 85 เว้นแต่ผู้มีเงินได้จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร โดยขอให้การพิจารณาปรับปรุงมีผลบังคับใช้ในการยื่นแบบภาษีเงินได้ ปีปัจจุบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องนี้ ปรากฏว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรได้แจ้งเป็นหนังสือถึงสภาเกษตรกรแห่งชาติว่าการกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินแบบเหมาจ่าย ไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่สูงของเกษตรกรได้ การที่เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพสูงนั้น การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรจะสามารถสะท้อนต้นทุนได้ดีกว่า กรมสรรพากรจึงได้ดำเนินการให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร และการจัดทำเอกสารหลักฐานที่สามารถหักเป็นรายจ่ายทางภาษี  นอกจากนี้ ได้จัดทำคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้  ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2561 ได้แสดงความกังวลต่อการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการหักรายจ่ายทางภาษีของเกษตรกรจึงให้แจ้งผลการพิจารณาข้อเสนอนี้ต่อสภาเกษตรกรจังหวัดทราบ และขอรับฟังความคิดเห็นต่อผลกระทบกับเกษตรกรต่อไป …………………………………………………………….. ข่าว : วัฒนรินทร์ สุขีวัย ภาพ : สมชาย มารศรี อำนวยการข่าว : ภาสันต์ นุพาสันต์

1 9 10 11 12 13 16