สภาเกษตรกรฯเตรียมนำร่องพาเกษตรกรดูงานอุตสาหกรรมไผ่ , เห็ดที่ประเทศจีน

  นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสนำคณะเข้าพบที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย คุณจางเพ้ยตง เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2561 ในเรื่องความร่วมมือด้านการพัฒนาเกษตรกรของทั้ง 2 ประเทศ และสภาเกษตรกรฯขอความอนุเคราะห์เข้าดูงาน 2 เรื่องที่ประเทศจีน คือ 1.เทคนิคและเทคโนโลยีการปลูกไผ่และการแปรรูปอุตสาหกรรมไผ่ ซึ่งรัฐบาลจีนได้อนุเคราะห์จัดให้ดูงานในเดือน มี.ค.2561 นี้   2.การจัดอบรมเรื่องเทคโนโลยีการเพาะเห็ด  ในการขอความอนุเคราะห์ดังกล่าวเกษตรกรจะมีความรู้ในเรื่องของการผลิต การแปรรูป อุตสาหกรรมทั้งไผ่และเห็ด เพราะประเทศจีนมีความก้าวหน้าใน 2 เรื่องนี้มากกว่าไทยเยอะ และในอนาคตเกษตรกรจีนก็จะขอเข้ามาดูงานเรื่องไม้ผล อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมปศุสัตว์และอื่นๆที่เขาสนใจเพื่อจะได้นำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน อย่างไรก็ตาม การนำเกษตรกรเข้าไปดูงานยังประเทศจีนนั้นจะคัดจากตัวแทนกลุ่มที่มีความพร้อม มีความสนใจและมีกิจกรรมการเพาะเลี้ยงเห็ดอยู่แล้ว เพื่อที่ว่าเมื่อไปดูงานกลับมาแล้วสามารถลงมือทำพัฒนาการผลิตของตัวเองได้เลย ส่วนอุตสาหกรรมไผ่นับเป็นเรื่องใหม่ของไทย จะนำเกษตรกรในภาคเหนือที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว และพร้อมที่จะรับเทคโนโลยีมาปรับปรุงการผลิต “ไปแล้วกลับมาต้องทำ” หากกลับมาแล้วทิ้งขว้างไม่พัฒนาการผลิตของตนเองจะเสียดายเวลา เงินลงทุนและโอกาสของเกษตรกรคนอื่น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการสร้างความร่วมมือในด้านของการดูแลเกษตรกร ด้านการแก้ปัญหาขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและพ่อค้าจีนกรณีซื้อผลไม้จากไทยแล้วหลอกกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเห็นตรงกันว่าอนาคตต้องมีการวางระบบในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน รวมทั้งเรื่องที่ควรทำแผนร่วมกันคือเกษตรกรทั้ง 2 ประเทศไม่ควรแข่งขันกันผลิตสินค้าเกษตร ควรมีการวางแผนการผลิตที่ไม่ต้องแข่งกันในตลาด ราคาจะได้ไม่ตกต่ำเกินไป  ซึ่งจะทำให้มีการวางแผนการผลิตทั้ง 2 […]

ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมฯ สำนักงานสภาเกษตรกรฯเข้าพบและสวัสดีปีใหม่ 2561 ต่อสื่อมวลชน

เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2561 เวลา 12.15 น. นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เข้าพบนางสาวอุทุมพร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา หัวหน้าข่าวการเมือง และนางสาวพุทธชาติ แซ่เฮ้ง ผู้สื่อข่าวเกษตร หนังสือพิมพ์และเว็บออนไลน์ “สยามรัฐ” เพื่อสวัสดีปีใหม่ 2516 และมอบกระเช้าสุขภาพ ณ สำนักงานสยามรัฐ ถนนราชดำเนินกลาง กทม. ต่อจากนั้นเวลา 14.30 น. ได้เข้าพบนายดลมนัส กาเจ นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และบรรณาธิการเว็บออนไลน์ “เกษตรทำกิน” นางสาวหนึ่งฤทัย แพรสีทอง บรรณาธิการนิตยสาร “รักษ์เกษตร” เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์สินค้าเกษตรและมอบกระเช้าสุขภาพสวัสดีปีใหม่ 2561 ณ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ประธานสภาเกษตรกรฯผลักดันปี 61 ปีแห่งการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าถึงเกษตรกร

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม(วทน.)มาสู่เกษตรกร ในอดีตนับว่าทำได้ยากแต่ในปี 2560 ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)ได้นำนวัตกรรมเตาชีวมวลที่ประหยัดพลังงานส่งตรงถึงมือเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร       จากการจัดโครงการพัฒนาเกษตรกรด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.60 เห็นว่าการทำเกษตรอุตสาหกรรมสำคัญที่ต้นทุนการผลิตและตัวผลิตภัณฑ์เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด  ความร่วมมือกันระหว่าง 2 หน่วยงาน จึงได้นำไปสู่การศึกษาวิจัยเตาประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงจนทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น   ในปี 2561 วว.จะนำนวัตกรรมพลังงานถ่านไม้ไผ่ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกษตรกรต้องการขยายผลต่อยอดส่งถึงตัวเกษตรกร  ทั้งนี้ การที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงนักวิจัย  จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้นซึ่งจะทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนไป การพบกันของ วทน.โดยสภาเกษตรกรฯเป็นคนกลางในการประสานงานนั้นจะเป็นเสมือนแขนขาให้กับ วว.ซึ่งไม่มีหน่วยงานในพื้นที่  แขนขานี้จะพาเกษตรกรกับนักวิจัยมาพบกันและปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรซึ่งต้องขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ วว. ด้านผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่ เพราะหากเกษตรกรมีความเข้มแข็งจะทำให้ฐานรากของประเทศแข็งแรง   วว.มีผลงานวิจัยและบุคลากรที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม พร้อมนำสู่เกษตรกรใน 3 กลุ่มเป้าหมายคือ ต้นน้ำเพื่อการพัฒนา แก้ปัญหาให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนในการผลิต ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น กลางน้ำโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และผลผลิต และปลายน้ำด้านการรวมกลุ่มทำการตลาดอย่างเลือกใช้วทน.  […]

สภาเกษตรกรจับมือกองทุนการออมแห่งชาติสร้างบำนาญวัยเกษียณให้เกษตรกร

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า อาชีพเกษตรกรทำงานเหนื่อยหนักทั้งชีวิตแต่ไม่มีสวัสดิการอะไรเหมือนกับอาชีพอื่นที่หน่วยงานมีประกันสังคม หรือข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญดูแล ในฐานะที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นตัวแทนเกษตรกรได้แสวงหาวิธีการสร้างความมั่นคง ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรมาโดยตลอด วันนี้พบว่ากองทุนการออมแห่งชาติที่กระทรวงการคลังดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นวิธีการที่เกษตรกรสามารถใช้เป็นหลักประกันในชีวิตหลังวัย 60 ปีได้ จนกระทั่งได้มีการหารือกันกับกองทุนการออมแห่งชาติและนำสู่การทำบันทึกข้อตกลง(MOU.)กันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ณ กระทรวงการคลัง จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้รับความคุ้มครองยามชราในรูปของเงินบำนาญเป็นการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการดูแลจากภาครัฐอย่างทั่วถึง เกษตรกรจะรู้จักการออมพร้อมทั้งรัฐบาลจะสมทบให้ตามช่วงวัยเพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินในยามวัยเกษียณเช่นเดียวกับระบบบำนาญข้าราชการ หรือพนักงานในระบบที่มีนายจ้างดูแล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศให้ได้รับสวัสดิการด้านบำนาญจากรัฐอย่างทั่วถึง “ ปัญหาขณะนี้คือเกษตรกรยังไม่เข้าใจเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ สภาเกษตรกรฯจึงต้องทำหน้าที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่ามีประโยชน์อย่างไร หลังจากออมเงินแล้วจะช่วยเหลือ ดูแลพี่น้องเกษตรกรได้อย่างไรในบั้นปลายชีวิต ” ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล่าวต่อไปว่า สภาเกษตรกรฯมีสมาชิกเครือข่ายทั่วประเทศตั้งแต่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด โดยจะใช้เครือข่ายดังกล่าวในการสร้างความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ต่างๆของตัวเกษตรกรเองรวมทั้งเป็นบำนาญส่งต่อไปยังลูกหลาน พร้อมทั้งผลักดันให้เกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนฯให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานะกองทุนฯ ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2560 มีสมาชิกรวม 529,663 คน ซึ่งในปี 2561 กระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิก กอช. ไว้ที่ 1.2 ล้านคน ……………………………………………………………………………………… […]

สภาเกษตรกรฯร่วมกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำเกษตรอุตสาหกรรมสู่กลุ่มน้ำอ้อยวิสาหกิจชุมชนกรับใหญ่

นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อน การปฏิรูปภาคการเกษตรด้วยเกษตรอุตสาหกรรมของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่า ตัวอย่างความสำเร็จในการนำเกษตรอุตสาหกรรมนำสู่เกษตรกรคือ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกรับใหญ่” ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จากแต่เดิมเกษตรกรปลูกอ้อยส่งโรงงาน โดยแต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่ปลูก 20 – 30 ไร่ ต่อมาครอบครัวขยาย ทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยแต่ละครอบครัวจะลดลงเหลือ 5 – 10 ไร่ อีกทั้งความไม่แน่นอนเรื่องราคา, พื้นที่ปลูกน้อย , ผลผลิตที่ได้น้อย ทำให้มีความยากลำบากในการประกอบอาชีพ  เมื่อสภาเกษตรกรฯมีนโยบายเกษตรอุตสาหกรรมมุ่งให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบ ให้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ในปี 2558 นายวิชิต พันธ์เพียร ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรีจึงได้เกิดแนวคิดการทำน้ำอ้อย โดยรวมกลุ่มเกษตรกร เริ่มจากสมาชิก 40 คน วางแผนการผลิตโดยแบ่งพื้นที่ปลูกอ้อยส่งโรงงาน มาปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ด้วย และสามารถตัดได้ทั้งปี  หลังปลูกได้ผลผลิตก็แปรรูปเป็น 2 ผลิตภัณฑ์คือลำอ้อยปอกเปลือกขายให้พ่อค้าที่คั้นน้ำอ้อยขาย และนำมาคั้นเป็นน้ำอ้อยขายให้บริษัทไร่ไม่จนจำกัดไปทำน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์ ผลปรากฏว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายอ้อยให้โรงงาน 900 บาท/ตัน  เป็น 1,500 บาท/ตัน  อ้อย […]

สภาเกษตรกรแห่งชาติเตรียมส่งข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาสับปะรดต่อภาครัฐ

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำมาตั้งแต่ปี 2559  คณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้พิจารณาข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นธรรม กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสับปะรด โดยพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้ ด้านการผลิต  1.ขอให้กรมส่งเสริมการเกษตรขึ้นทะเบียนผู้ปลูกสับปะรดต้องระบุชัดเจน ดังนี้  ระบุประเภทของสับปะรดว่าเป็นการปลูกเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูป หรือเพื่อการบริโภคผลสด , ระบุสายพันธุ์ของสับปะรด และระบุจำนวนพื้นที่ที่ปลูกสับปะรดสายพันธุ์นั้นให้ชัดเจน , ระบุปริมาณการเก็บเกี่ยว โดยแยกตามรอบการตัดสับปะรด เนื่องจากต้นทุนผลิตในแต่ละรอบการตัดไม่เท่ากัน ,  และระบุสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับเมื่อมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.ทบทวนประมาณการต้นทุนผลิตสับปะรดของเกษตรกรให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากเกษตรกรปลูกสับปะรด 1 ครั้ง สามารถตัดผลผลิตได้หลายครั้ง ทำให้ต้นทุนผลิตในแต่ละครั้งที่ตัดผลผลิตไม่เท่ากัน 3.เกษตรกรขาดแคลนสายพันธุ์สับปะรดที่ดีเป็นเวลานาน จึงควรเร่งวิจัยพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าให้แก่เกษตรกรหรือร่วมพัฒนาสายพันธุ์คุณภาพกับภาคเอกชน เพื่อให้ได้ผลผลิตสับปะรดที่ดี ปริมาณเพียงพอกับความต้องการ และมีคุณภาพสูง ด้านการตลาด   1. กรณีผลสับปะรดออกสู่ตลาดมากเกินความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมควรปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภคให้เกิดประโยชน์อื่นๆ เช่น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางค์ ยารักษาโรค เครื่องปรุงต่างๆ ปุ๋ยอินทรีย์ อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามความคิดสร้างสรรค์อันจะสามารถก่อประโยชน์อย่างแท้จริง โดยจัดให้มีเวทีประกวดนวัตกรรม 2.กำหนดราคาสับประรดให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพของผลผลิตสับปะรดที่เป็นธรรม ทั้งภาคเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมการแปรูป โดยราคารับซื้อผลผลิตไม่ควรต่ำกว่าต้นทุนการผลิตบวกค่าจัดการของเกษตรกร […]

สภาเกษตรกรฯแม่ฮ่องสอนหนุน “ถั่วลายเสือ” GI ประจำถิ่น

ด้วยคุณประโยชน์ของถั่วคือบำรุงสมองและประสาทตา เสริมสร้างความจำ ลดความดันโลหิตสูงและป้องกันมะเร็ง รสชาติมันถูกปาก ถูกใจ แล้วถ้ายิ่งมีลวดลายก็ยิ่งได้อรรถรสในการลิ้มลอง “ถั่วลายเสือ” ตอบโจทย์นั้นได้ นายเธียรชัย แซ่จู  สมาชิกกลุ่มพัฒนาสินค้าเกษตรบ้านหนองผาจ้ำ ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า “ถั่วลายเสือ” หรือ “ถั่วลิสงพันธุ์กาฬสินธุ์ 2” ในท้องถิ่นปลูกกันมานานเรียกกันหลายชื่อ เช่น ถั่วราชินี ถั่วพระราชทาน ถั่วจัมโบ้ลาย และถั่วลายเสือ  ลักษณะเด่นคือ เมื่อแกะฝักถั่วออกเมล็ดของถั่วลายเสือจะมีเยื่อหุ้มเมล็ดคล้ายกับลายหนังเสือโคร่ง มีรูปร่างฝักสวย รูปฝักยาวมีจำนวน 2-4 เมล็ดต่อฝัก ถั่วรุ่นหนุ่มจะมีเมล็ดสีขาวและเริ่มมีลายพอใกล้ช่วงเก็บเกี่ยวลายและสีจะชัดมากขึ้น รสชาติค่อนข้างหวาน กรอบนุ่มกว่าถั่วลิสงทั่วไป  ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 580 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตต่อปี 500 – 600 ถัง  1 ถัง นน. 10 กิโลกรัมฝักดิบ ต้นทุนต่อถัง 65 -70 บาท […]

สภาเกษตรกรฯชี้เกษตรกรปรับตัวผลิตข้าวโพดคุณภาพให้ตรงความต้องการตลาด เพื่อให้เกิดเสถียรภาพราคา

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศปีนี้ฤดูกาลผลิต 2560/2561 ผลผลิตอยู่ประมาณ 4.5 ล้านตัน จากมาตรการราคาที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไขให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ทำให้สถานการณ์ข้าวโพดมีการบริหารการจัดการที่ชัดเจนและแน่นอน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานความร่วมมือสภาเกษตรกรฯในเรื่องการหาข้อมูลในพื้นที่และประเด็นรับฟังความคิดเห็นจากปัญหาทั้งหมด และสภาเกษตรกรฯได้รวบรวมประเด็นปัญหาและสรุปให้กับกรรมการนโยบายบริหารข้าวโพดแห่งชาติโดยมีการขอความร่วมมือจตุภาคีและ 3 ประสาน ซึ่งจะแยกประเภทข้าวโพดออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนที่ 2  ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนที่ 3 การส่งออก     สรุปประเด็นได้ว่า ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ และแจ้งสถานที่ ปริมาณผลผลิตที่ครอบครองหรือรับซื้อตั้งแต่ 50 ตันต่อเดือนขึ้นไป เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์จะต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมีการบริหารการจัดการร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาให้กับผู้ประกอบการอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ส่งมอบ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ ราคามีเสถียรภาพและเป็นไปตามกลไกของตลาดตามคุณภาพของข้าวโพดที่เกิดขึ้นภายในท้องถิ่นนั้นๆ โดยทางสภาฯจะรับเรื่องร้องเรียนกรณีผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดในราคาที่ไม่เป็นธรรมแล้วเสนอไปที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อขึ้นทะเบียนแบล็กลิสต์ ซึ่งในภาพรวมจะทำให้สถานการณ์ข้าวโพดและการบริหารจัดการข้าวโพดดีขึ้น ในด้านการแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างยั่งยืนด้วยการขึ้นทะเบียนจะทำให้เห็นปริมาณข้าวโพดที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมดว่าผลผลิตในประเทศไทยออกช่วงไหน และเกษตรกรต้องปรับตัวผลิตข้าวโพดคุณภาพตามที่ตลาดต้องการอย่างไร ระบบตรงนี้เป็นการซื้อขายโดยการเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนและรวบรวมผลผลิตส่ง เป็นการบริหารไม่ให้กระจุกตัวทำให้ราคามีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลส่งเสริมให้กลุ่มผู้รวบรวมผลผลิตสามารถรวบรวมแล้วส่งข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมเป็นช่วงๆ ทำให้ข้าวโพดไม่ไหลสู่ในระบบมากจนเกินไป ทำให้ราคาข้าวโพดเกิดราคาเสถียรภาพราคาอย่างยั่งยืนในอนาคต “ ตอนนี้สถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ […]

สภาเกษตรกรฯหนุนขยายระบบ Thai PGS สร้างอิสระความรับผิดชอบร่วมกันมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรได้มีการจัดเวทีแนวทางการจัดทำระบบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมของไทย (Thai PGS) เพื่อทำความเข้าใจสร้างกลไก กระบวนการในการขับเคลื่อนการรับรองเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรรวมกันเป็นเครือข่าย ติดตามตรวจสอบซึ่งกันและกันเอง โดยสภาเกษตรกรฯเป็นองค์กรกลางทำหน้าที่ในการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนกำกับให้ข้อมูล ความรู้ทางวิชาการ ระบบนี้จะทำให้เกษตรกรทั้งองค์กรยกระดับการผลิตตัวเองขึ้นมา และมีการช่วยกันดูแล สอดส่องสมาชิกในองค์กรของตนเอง ทำการผลิตการเกษตรให้อยู่ในมาตรฐานที่ตรงกัน หากเกษตรกรรายใดไม่ทำตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ก็จะถูกตำหนิหรือแม้กระทั่งถูกไล่ออกจากกลุ่มได้ โดยคาดหวังว่าระบบเกษตรอินทรีย์ Thai PGS นี้จะสามารถเป็นระบบหลักอีกหนึ่งระบบในประเทศควบคู่กับระบบเกษตรอินทรีย์ของราชการและมกอช. ด้านนายธีระ  วงษ์เจริญ ประธานคณะกรรมการด้านเกษตรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ PGS เป็นการรับรองโดยชุมชนทำหน้าที่รับรองกันเอง กำหนดกฎ กติกาของตัวเองไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานอื่นที่มีอยู่ทั้ง IFOAM หรือ USDA  ซึ่งระบบ PGS มีการเชื่อมโยงในผลผลิตการเกษตร ตรวจสอบกันทุกวัน ด้วยชุมชนเป็นสังคมระบบเครือญาติ สังคมระบบอุปถัมภ์จะเห็นกันหมด ใครใช้สารเคมีมาตรการทางสังคมจะเข้ามาตรวจสอบ เพราะฉะนั้นความผิดพลาดจะมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก แล้วเชื่อว่า PGS จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะสร้างความเข้มแข็งให้นักเกษตรอินทรีย์ได้ ซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมากและมอบหมายให้คณะกรรมการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมการฯได้จัดการประชุมมาแล้ว 4  ครั้ง เพื่อที่จะสร้างการรับรองใหม่ขึ้นมาคือ Thai PGS ให้เป็นมาตรฐานของไทย การเชื่อมโยงในธุรกิจของ PGS […]

1 2 3 4